TH | EN

เชื้อราบนไม้เกิดจากอะไร? วิธีแก้และป้องกันตะไคร่น้ำบนผนังไม้

เชื้อราบนไม้

เชื้อราบนไม้เกิดจากความชื้นที่สะสมในเนื้อไม้จนเกินระดับประมาณ 19–20% ต่อเนื่องนานราว 1 สัปดาห์ ร่วมกับฟิล์มสีที่เสื่อมสภาพจนไม่สามารถกันน้ำได้อีกต่อไป เมื่อไม้ซึ่งมีทั้งเซลลูโลสเป็นอาหาร และรูพรุนที่อุ้มน้ำได้ดี เจอความชื้นระดับนี้ในอากาศร้อนแบบเมืองไทย สปอร์ที่ลอยอยู่ในอากาศตามธรรมชาติจะเริ่มงอกและกลายเป็นราดำ ราขาว หรือตะไคร่น้ำสีเขียวภายในไม่กี่วัน การแก้ปัญหาที่ได้ผลจริงจึงต้องทำ 3 อย่างพร้อมกัน คือ 1. หยุดต้นเหตุความชื้น 2. กำจัดเชื้อราให้ถึงชั้นเนื้อไม้ 3. เคลือบป้องกันให้ครบทั้ง 6 ด้านฃ หากเพียงแค่เช็ดผิวหน้า เชื้อราจะกลับมาเสมอ

เชื้อราบนไม้เกิดจากอะไร

เชื้อราบนไม้เกิดจากการที่สปอร์เชื้อรา ซึ่งลอยอยู่ในอากาศตามธรรมชาติอยู่แล้ว ตกลงบนผิวไม้ที่มีความชื้นสูงพอและมีอาหารพร้อม สปอร์เหล่านี้อยู่ทุกที่และกำจัดให้หมดจากอากาศไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้จริงคือ "ความชื้น" เท่านั้น
ไม้เป็นวัสดุที่เสี่ยงเป็นพิเศษ เพราะรวมคุณสมบัติสองอย่างไว้ในตัวเดียว คือ มีรูพรุนที่ดูดซับน้ำได้ และ มีเซลลูโลสซึ่งเป็นอาหารของเชื้อรา ต่างจากคอนกรีต เหล็ก หรือกระเบื้องที่มีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เชื้อราจึงเกาะบนไม้ได้เร็วกว่าและแทรกลึกกว่า

5 สาเหตุหลักที่ทำให้ไม้ขึ้นรา

สาเหตุ เกิดขึ้นได้อย่างไร จุดที่พบบ่อย
ความชื้นสะสมในเนื้อไม้ ไม้ดูดความชื้นจากอากาศ หรือน้ำที่สัมผัสโดยตรง แล้วระบายออกไม่ทัน ผนังไม้ด้านทิศที่ฝนสาด, ไม้ใต้ชายคาสั้น
ฟิล์มสีเดิมเสื่อมสภาพ สีหมดอายุ แตก ลายงา หรือลอกร่อน จนน้ำซึมผ่านเข้าเนื้อไม้ได้ งานไม้ภายนอกที่ไม่ได้ทาสีใหม่เกิน 3–5 ปี
ไม่ได้ทาน้ำยารักษาเนื้อไม้ก่อนทาสี ทาสีทับไม้เปล่าโดยไม่รองพื้นกันรา ปลวก หรือแมลง งานไม้ใหม่ที่เร่งงาน
ทาสีไม้ไม่ครบทุกรอบด้าน ทาเฉพาะด้านที่มองเห็น เว้นด้านหลัง ซอกมุม และปลายตัดไม้ ไม้ระแนง, ไม้ฝา, ประตู-หน้าต่างไม้
การระบายอากาศไม่ดี อากาศนิ่ง ความชื้นค้าง ไม่มีแดดส่องถึง ใต้บันได, หลังตู้ไม่ชิดผนัง, ห้องน้ำ, ห้องเก็บของ

 

ราดำ ราขาว และตะไคร่น้ำ ต่างกันอย่างไร

ราดำและราขาวคือ "เชื้อรา" ที่แทรกเข้าไปในเนื้อไม้ได้ ส่วนตะไคร่น้ำคือ "สาหร่ายสีเขียว" ที่เกาะอยู่บนผิวและต้องการแสงแดดร่วมด้วย การแยกให้ออกสำคัญ เพราะระดับความรุนแรงและวิธีแก้ต่างกัน

ลักษณะ รา / ราขาว (Mold) ตะไคร่น้ำ (Algae) ไม้ผุจากเชื้อรา (Wood Decay)
สีและลักษณะ จุดดำ เทา ขาว หรือเขียวขี้ม้า เป็นกลุ่มฟู คราบเขียว เขียวอมดำ ลื่นเมื่อเปียก ไม้สีคล้ำ นิ่ม ยุบเมื่อกด หรือแตกเป็นก้อน
ต้องการแสง ไม่ต้องการ ขึ้นในที่มืดอับได้ดี ต้องการแสงแดด ร่วมกับความชื้น ไม่ต้องการ
ความชื้นในไม้ที่ต้องการ ประมาณ 16–19% ขึ้นไป ผิวเปียกซ้ำ ๆ มากกว่า 25–28%
กระทบโครงสร้างไม้ ยังไม่กระทบกำลังรับน้ำหนัก (กระทบผิวและความสวยงาม) ไม่กระทบโดยตรง แต่กักความชื้นไว้ กระทบโดยตรง ไม้อ่อนตัวและผุพัง
ทำความสะอาดออกได้ไหม ได้ ถ้ายังอยู่บนฟิล์มสี ได้ ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไม้ส่วนนั้น

 

จุดสำคัญคือ เชื้อราผิวหน้ากินอาหารอยู่ที่ผิวไม้ ไม่ได้กินเส้นใยภายใน จึงยังไม่ลดกำลังรับน้ำหนักของไม้โครงสร้าง นั่นแปลว่าถ้าเจอตั้งแต่ระยะราผิวหน้า ยังทำความสะอาดและเก็บไม้ไว้ใช้ต่อได้ แต่ถ้าปล่อยจนเข้าสู่ระยะไม้ผุ ต้องเปลี่ยนไม้อย่างเดียว

เชื้อราบนไม้อยู่ในระดับไหน? ประเมิน 3 ระดับก่อนลงมือ

อย่าใช้วิธีเดียวกับทุกกรณี ให้ทดสอบง่ายๆ ก่อน คือใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดเบาๆ บริเวณนั้น แล้วดูว่าคราบหลุดไหม และใช้เหล็กแหลมหรือไขควงจิ้มเบา ๆ ดูว่าไม้ยังแน่นอยู่หรือไม่

ระดับ อาการที่เห็น ทดสอบ แนวทางแก้
ระดับ 1 ราบนฟิล์มสี จุดดำเล็ก คราบเขียวบาง เช็ดแล้วจางลง เช็ดแล้วหลุด ไม้ยังแข็ง ทำความสะอาด, คุมความชื้น
ระดับ 2 ราฝังในเนื้อไม้ คราบฝังแน่น เช็ดไม่ออก สีซีดเป็นด่าง เช็ดไม่ออก ไม้ยังแข็ง ขัดเปิดหน้าไม้ ,น้ำยาฆ่าเชื้อรา  และทาป้องกัน
ระดับ 3 ไม้ผุ ไม้นิ่ม ยุบ กดแล้วบุ๋ม มีกลิ่นอับแรง จิ้มแล้วทะลุหรือยุบ เปลี่ยนไม้ส่วนนั้น แล้วป้องกันไม้ใหม่

 

หากพื้นที่ที่เกิดเชื้อรากว้างเกินประมาณ 1 ตารางเมตร หรือมีคนในบ้านเป็นหอบหืด ภูมิแพ้ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ควรพิจารณาให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าดำเนินการแทนการทำเอง

วิธีแก้เชื้อราบนไม้ ระดับ 1: ราบนฟิล์มสี

ถ้าเชื้อรายังอยู่บนผิวฟิล์มสี ให้เช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด ห้ามใช้ผ้าแห้งเช็ดเด็ดขาด เพราะการเช็ดแห้งจะทำให้สปอร์ฟุ้งกระจายไปเกาะบริเวณอื่นและกลายเป็นปัญหาใหม่

  1. สวมอุปกรณ์ป้องกัน ถุงมือยาง แว่นตากันสะเก็ด และหน้ากาก N95
  2. ผสมน้ำยาทำความสะอาด น้ำส้มสายชูกลั่นผสมน้ำในอัตราส่วนเจือจาง หรือใช้น้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดอ่อน ๆ
  3. เช็ดด้วยผ้าชุบบิดหมาด เช็ดเบามือทีละส่วน เปลี่ยนผ้าบ่อย ๆ อย่าเช็ดวนซ้ำที่เดิมด้วยผ้าสกปรก
  4. เช็ดตามด้วยผ้าสะอาด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท เปิดพัดลมหรือเปิดหน้าต่างช่วยระบายอากาศ
  5. ตรวจซ้ำใน 2–4 สัปดาห์ ถ้ากลับมาอีก แปลว่าต้นเหตุความชื้นยังไม่ถูกแก้

ทำไมไม่แนะนำให้ราดน้ำยาฟอกขาวลงบนไม้

น้ำยาฟอกขาว (คลอรีน) ฟอกสีคราบดำให้จางลงได้ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ราก เพราะส่วนที่เป็นน้ำ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของน้ำยาฟอกขาว จะซึมเข้าเนื้อไม้ ส่วนคลอรีนจะอยู่บนผิว ผลคือคราบดูจางลง แต่ความชื้นในไม้เพิ่มขึ้น และเชื้อรามักกลับมาแรงกว่าเดิม การกำจัดเชื้อราบนไม้ที่ได้ผลจริงจึงไม่ใช่การพยายามฆ่าสปอร์ให้หมดเกลี้ยง แต่คือ การควบคุมความชื้นให้ต่ำกว่าระดับที่เชื้อราเติบโตได้ ควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้ซึมลึกในเนื้อไม้โดยเฉพาะ

วิธี ได้ผลกับ ข้อจำกัด
น้ำส้มสายชูกลั่นเจือจาง ราบนฟิล์มสีระยะเริ่มต้น ไม่ซึมลึกถึงเนื้อไม้
น้ำยาฟอกขาว ฟอกสีคราบให้จาง เพิ่มความชื้นในไม้ ไม่แก้ต้นเหตุ และอาจทำสีไม้ด่าง
น้ำยาฆ่าเชื้อราสำหรับงานไม้โดยเฉพาะ ราที่ฝังในเนื้อไม้ ต้องขัดเปิดหน้าไม้ก่อน จึงได้ผลเต็มที่

 

วิธีแก้เชื้อราบนไม้ ระดับ 2: ราฝังลึกในเนื้อไม้ (6 ขั้นตอน)

หากคราบฝังแน่นจนเช็ดไม่ออก แปลว่าเชื้อราลุกลามเข้าเนื้อไม้แล้ว ต้องขัดเปิดหน้าไม้และใช้ระบบผลิตภัณฑ์ครบขั้นตอน การทาสีทับโดยไม่กำจัดเชื้อราก่อน จะทำให้เชื้อราดันฟิล์มสีใหม่ให้พองและลอกภายในไม่กี่เดือน

  • ขั้นตอนที่ 1  เตรียมความปลอดภัยและหยุดต้นเหตุน้ำ
    หาให้เจอก่อนว่าน้ำมาจากไหน เช่น ท่อรั่ว หลังคารั่ว ฝนสาด น้ำขังที่พื้น หรือแอร์หยด ถ้าไม่หยุดน้ำก่อน ขั้นตอนที่เหลือทั้งหมดจะเป็นการซื้อเวลาเท่านั้น จากนั้นสวมถุงมือ แว่นตา และหน้ากากปิดจมูก
  • ขั้นตอนที่ 2  ขัดเปิดหน้าไม้
    ขัดฟิล์มสีเดิมและชั้นผิวไม้ที่มีร่องรอยเชื้อราออกจนถึงเนื้อไม้สะอาด ระหว่างขัดควรพรมน้ำบางๆ เพื่อลดการฟุ้งของสปอร์และฝุ่นไม้ ใช้กระดาษทรายเบอร์หยาบก่อนแล้วไล่ไปเบอร์ละเอียด
  • ขั้นตอนที่ 3 ทำความสะอาดและรอให้แห้งสนิท
    ปัดหรือดูดฝุ่นผงออกให้หมด แล้วปล่อยให้พื้นผิวแห้งสนิท อย่าเร่งขั้นตอนนี้ ถ้าไม้ยังชื้นแล้วเคลือบทับ เท่ากับขังความชื้นไว้ใต้ฟิล์มสี ในหน้าฝนของไทยอาจต้องรอนานกว่าปกติ หรือใช้พัดลมช่วยเป่า
  • ขั้นตอนที่ 4 กำจัดเชื้อราที่หลงเหลือ
    ทา น้ำยาฆ่าเชื้อราเบเยอร์ โมลด์ฟรี ให้ชุ่มทั่วบริเวณ ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งอย่างน้อย 3 ชั่วโมง โดยไม่ต้องล้างออก ขั้นตอนนี้จัดการสปอร์ที่ยังหลบอยู่ในเส้นใยไม้ ซึ่งการขัดเพียงอย่างเดียวเอาออกไม่หมด
  • ขั้นตอนที่ 5 ทาผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกและเชื้อรา ครบ 6 ด้าน
    ทา ผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกและเชื้อรา เบเยอร์ไดร้ท์ จำนวน 2 เที่ยว เว้นระยะ 1–2 ชั่วโมงต่อเที่ยว และต้องทาให้ครบทั้ง 6 ด้านของไม้ รวมถึงด้านหลัง ซอกมุม และปลายตัดไม้
  • ขั้นตอนที่ 6  ทาสีหรือเคลือบทับเพื่อปิดผนึก
    หลังป้องกันแล้ว ให้ทาสีย้อมไม้หรือยูรีเทนทับเพื่อสร้างฟิล์มกันน้ำชั้นนอก ฟิล์มสีคือปราการด่านแรก ส่วนน้ำยาป้องกันคือด่านสุดท้าย ต้องมีทั้งคู่จึงจะป้องกันได้ครบ

สำหรับไม้เนื้ออ่อนหรืองานไม้ที่ต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ สามารถเสริมชั้นรองพื้นรักษาเนื้อไม้ได้ด้วย:

อ่านเพิ่มเติม: แก้ปัญหาเชื้อราและตะไคร่น้ำฝังลึก ด้วยน้ำยากำจัดเชื้อราที่ซึมลึก

วิธีป้องกันตะไคร่น้ำบนผนังไม้ไม่ให้กลับมาซ้ำ

การป้องกันเชื้อราบนไม้ระยะยาว คือการทำให้ความชื้นในเนื้อไม้อยู่ต่ำกว่า 16% อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำได้ผ่าน 3 แนวทางคู่ขนาน คือ ควบคุมน้ำ ควบคุมอากาศ และควบคุมฟิล์มป้องกัน

ควบคุมน้ำและความชื้น

  • ทำให้ไม้ที่เปียกแห้งภายใน 24–48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่เชื้อราจะเริ่มเติบโต
  • คุมความชื้นสัมพัทธ์ในบ้านให้ต่ำกว่า 60% ใช้ไฮโกรมิเตอร์ราคาไม่แพงวัดได้ หากเกินให้เปิดแอร์โหมด Dry หรือใช้เครื่องลดความชื้น
  • แก้จุดรั่วซึม หลังคา รางน้ำ ท่อน้ำ รอยต่อผนัง และท่อน้ำทิ้งแอร์
  • ปรับพื้นให้ลาดออกจากตัวบ้าน ไม่ให้น้ำขังชิดฐานไม้หรือเสาไม้
  • ยกงานไม้ให้พ้นพื้น อย่าให้ไม้สัมผัสดินหรือพื้นคอนกรีตที่ชื้นโดยตรง

ควบคุมการระบายอากาศและแสง

  • เว้นช่องว่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์ไม้กับผนังอย่างน้อย 5–10 ซม. เพื่อให้อากาศไหลผ่านด้านหลังได้
  • ตัดแต่งกิ่งไม้ที่บังแดดผนังไม้ ผนังที่ไม่เคยได้รับแดดจะแห้งช้ากว่าเสมอ
  • ย้ายกระถางต้นไม้ออกจากผนังไม้ การรดน้ำทุกวันคือการเติมความชื้นให้ผนังทุกวัน
  • ติดพัดลมระบายอากาศในห้องน้ำและห้องครัว และเปิดต่ออีก 15–20 นาทีหลังใช้งาน

อ่านเพิ่มเติม: กำแพงบ้านมีเชื้อรา-ตะไคร่น้ำ เพราะปลูกต้นไม้ติดกำแพง?

ควบคุมฟิล์มป้องกัน

  • ตรวจสภาพฟิล์มสีงานไม้ภายนอกทุก 6 เดือน โดยเฉพาะก่อนและหลังฤดูฝน
  • ทาสีใหม่เมื่อเริ่มเห็นฟิล์มด้าน แตกลายงา หรือน้ำไม่เกาะเป็นหยดแล้ว อย่ารอจนลอกร่อน
  • ทาน้ำยาป้องกันปลวกและเชื้อราก่อนติดตั้งไม้ใหม่เสมอ เพราะเมื่อติดตั้งแล้วจะทาด้านหลังไม่ได้อีกเลย

ตารางบำรุงรักษางานไม้รายปี

ความถี่ สิ่งที่ต้องทำ
ทุกเดือน สังเกตจุดดำ คราบเขียว กลิ่นอับ โดยเฉพาะซอกมุมและหลังเฟอร์นิเจอร์
ทุก 3–6 เดือน ล้างตะไคร่น้ำบนผนังไม้ภายนอก ตรวจรางน้ำและจุดรั่วซึม
ก่อนเข้าฤดูฝน (เม.ย.–พ.ค.) ตรวจฟิล์มสี ซ่อมรอยแตก และเก็บงานรอยต่อให้เรียบร้อย
หลังฤดูฝน (พ.ย.) ตรวจไม้ที่โดนฝนสาด วัดความชื้น และทาซ่อมเฉพาะจุด
ทุก 3–5 ปี ทาสีหรือเคลือบไม้ภายนอกใหม่ทั้งระบบ

 

จุดเสี่ยงในบ้านที่เชื้อราบนไม้ชอบขึ้นมากที่สุด

เชื้อราบนไม้ไม่ได้เกิดเฉพาะงานไม้ภายนอก พื้นที่ภายในบ้านที่มีความชื้นสะสมก็เสี่ยงไม่แพ้กัน

ตำแหน่ง สาเหตุเฉพาะจุด วิธีจัดการ
วงกบ / ประตูไม้ห้องน้ำ ไอน้ำจากการอาบน้ำ และการระบายอากาศไม่พอ เปิดพัดลมดูดอากาศ 15–20 นาทีหลังใช้ + เคลือบยูรีเทนกันน้ำ
ตู้ไม้ชิดผนัง อากาศไม่ไหลเวียนด้านหลัง ดึงตู้ห่างผนัง 5–10 ซม. + ใส่สารดูดความชื้น
พื้นไม้ใกล้ประตูภายนอก น้ำฝนสาดเข้า และน้ำจากรองเท้า ใช้พรมเช็ดเท้าซับน้ำ + เช็ดให้แห้งทันที
ไม้ระแนงตกแต่งภายนอก ปลายตัดไม้ไม่ได้ทาปิด ทาน้ำยาป้องกันที่ปลายตัดทุกครั้งหลังตัด
ไม้ฝา / ผนังไม้ทิศที่ฝนสาด รับน้ำโดยตรง และชายคาสั้น ทาสีระบบครบชั้น + ตรวจสภาพทุกปี
โครงหลังคาไม้ / ฝ้าไม้ น้ำรั่วซึมจากหลังคา ซึ่งอาจตรวจไม่เห็นจากภายใน ตรวจใต้ฝ้าหลังฝนตกหนัก
เฟอร์นิเจอร์ไม้ในห้องแอร์ ความชื้นควบแน่นเมื่อปิดแอร์ เปิดระบายอากาศเป็นระยะ

 

เชื้อราบนไม้อันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน

เชื้อราบนไม้ส่งผลเสียสองทาง คือทำลายเนื้อไม้ และปล่อยสปอร์ที่ฟุ้งกระจายในอากาศภายในบ้าน ตามแนวทางคุณภาพอากาศภายในอาคารขององค์การอนามัยโลก (WHO) ผู้ที่อาศัยในอาคารที่มีความชื้นสะสมหรือเชื้อรา มีความเสี่ยงต่ออาการทางระบบหายใจและโรคหอบหืดสูงกว่าผู้ที่อยู่ในอาคารปกติได้ถึงประมาณ 75% และเด็กเป็นกลุ่มที่ไวต่อผลกระทบมากที่สุด

อ้างอิง: WHO Guidelines for Indoor Air Quality: Dampness and Mould -องค์การอนามัยโลก

อาการที่พบได้บ่อยเมื่ออยู่ในบ้านที่มีเชื้อราสะสม:

  • ไอเรื้อรัง จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในห้องนั้นนาน ๆ แล้วดีขึ้นเมื่อออกจากบ้าน
  • หายใจมีเสียงหวีด หรืออาการหอบหืดกำเริบบ่อยกว่าปกติ
  • ผื่นคัน ระคายเคืองผิวหนังและดวงตา
  • เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิแพ้หรือภูมิคุ้มกันต่ำ มีความไวต่อผลกระทบมากเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ กลิ่นอับที่ได้กลิ่นชัดในห้องที่ปิดทิ้งไว้ มักเป็นสัญญาณของเชื้อราที่ซ่อนอยู่ในจุดที่มองไม่เห็น เช่น หลังตู้ไม้ ใต้พื้นไม้ หรือในโครงฝ้า ควรตรวจหาต้นเหตุความชื้นทันทีแทนการใช้สเปรย์ดับกลิ่นกลบไว้

ข้อควรระวัง: หากมีคนในบ้านมีอาการไอเรื้อรัง ผื่นคัน หรือหอบหืดกำเริบผิดปกติร่วมกับพบเชื้อราในบ้าน ควรปรึกษาแพทย์ควบคู่ไปกับการแก้ไขความชื้นในอาคาร

 

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อราตะไคร่น้ำบนไม้

Q1 :  เชื้อราบนไม้เกิดจากอะไร?

A1 : เชื้อราบนไม้เกิดจากความชื้นในเนื้อไม้ที่สูงเกินประมาณ 19% ต่อเนื่องราว 1 สัปดาห์ ร่วมกับสปอร์เชื้อราที่มีอยู่ในอากาศตามธรรมชาติและเซลลูโลสในเนื้อไม้ซึ่งเป็นอาหาร ต้นเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือฟิล์มสีเสื่อมสภาพ น้ำรั่วซึม การระบายอากาศไม่ดี และการทาไม้ไม่ครบทุกด้าน

Q2 : เชื้อราบนไม้อันตรายหรือไม่?

A2 : อันตรายทั้งต่อไม้และต่อสุขภาพ ในด้านโครงสร้าง หากปล่อยจนความชื้นเกิน 28% เชื้อราชนิดทำลายเนื้อไม้จะเริ่มย่อยสลายไม้จนผุพัง ในด้านสุขภาพ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้อาศัยในอาคารที่มีความชื้นหรือเชื้อรา มีความเสี่ยงต่ออาการทางระบบหายใจและหอบหืดสูงขึ้นได้ถึงราว 75% โดยเด็กเล็กและผู้สูงอายุมีความไวเป็นพิเศษ

Q3 : น้ำส้มสายชูฆ่าเชื้อราบนไม้ได้จริงหรือไม่?

A3 : น้ำส้มสายชูกลั่นช่วยยับยั้งเชื้อราที่อยู่บนผิวฟิล์มสีในระยะเริ่มต้นได้ แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อราที่ฝังลึกในเนื้อไม้ได้ หากคราบฝังแน่นจนเช็ดไม่ออก ต้องขัดเปิดหน้าไม้แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อราสำหรับงานไม้โดยเฉพาะ เช่น เบเยอร์ โมลด์ฟรี จึงจะได้ผล

Q4 : ใช้น้ำยาฟอกขาว (คลอรีน) กำจัดเชื้อราบนไม้ได้ไหม?

A4 : ไม่แนะนำ เพราะน้ำยาฟอกขาวมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งจะซึมเข้าเนื้อไม้และเพิ่มความชื้น ขณะที่คลอรีนอยู่แค่ผิวหน้า ผลคือคราบดำจางลงแต่เชื้อรามักกลับมาแรงกว่าเดิม และอาจทำให้สีไม้ด่างอีกด้วย

Q5 : ทำไมเชื้อราถึงกลับมาอีก ทั้งที่เคยเช็ดออกแล้ว?

A5 : เพราะแก้เฉพาะผิวหน้าโดยไม่ได้หยุดต้นเหตุความชื้นและไม่ได้ป้องกันถึงชั้นเนื้อไม้ วิธีที่ได้ผลถาวรต้องครบ 4 ขั้น คือ หยุดแหล่งน้ำ ขัดเปิดหน้าไม้ ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา และทาผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกและเชื้อราให้ครบทั้ง 6 ด้าน

 

SHARE :
กรุณาเลือกหมวดหมู่การค้นหา และพิมพ์คำค้นหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง