
เชื้อราบนไม้เกิดจากความชื้นที่สะสมในเนื้อไม้จนเกินระดับประมาณ 19–20% ต่อเนื่องนานราว 1 สัปดาห์ ร่วมกับฟิล์มสีที่เสื่อมสภาพจนไม่สามารถกันน้ำได้อีกต่อไป เมื่อไม้ซึ่งมีทั้งเซลลูโลสเป็นอาหาร และรูพรุนที่อุ้มน้ำได้ดี เจอความชื้นระดับนี้ในอากาศร้อนแบบเมืองไทย สปอร์ที่ลอยอยู่ในอากาศตามธรรมชาติจะเริ่มงอกและกลายเป็นราดำ ราขาว หรือตะไคร่น้ำสีเขียวภายในไม่กี่วัน การแก้ปัญหาที่ได้ผลจริงจึงต้องทำ 3 อย่างพร้อมกัน คือ 1. หยุดต้นเหตุความชื้น 2. กำจัดเชื้อราให้ถึงชั้นเนื้อไม้ 3. เคลือบป้องกันให้ครบทั้ง 6 ด้านฃ หากเพียงแค่เช็ดผิวหน้า เชื้อราจะกลับมาเสมอ
เชื้อราบนไม้เกิดจากอะไร
เชื้อราบนไม้เกิดจากการที่สปอร์เชื้อรา ซึ่งลอยอยู่ในอากาศตามธรรมชาติอยู่แล้ว ตกลงบนผิวไม้ที่มีความชื้นสูงพอและมีอาหารพร้อม สปอร์เหล่านี้อยู่ทุกที่และกำจัดให้หมดจากอากาศไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้จริงคือ "ความชื้น" เท่านั้น
ไม้เป็นวัสดุที่เสี่ยงเป็นพิเศษ เพราะรวมคุณสมบัติสองอย่างไว้ในตัวเดียว คือ มีรูพรุนที่ดูดซับน้ำได้ และ มีเซลลูโลสซึ่งเป็นอาหารของเชื้อรา ต่างจากคอนกรีต เหล็ก หรือกระเบื้องที่มีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เชื้อราจึงเกาะบนไม้ได้เร็วกว่าและแทรกลึกกว่า
5 สาเหตุหลักที่ทำให้ไม้ขึ้นรา
| สาเหตุ | เกิดขึ้นได้อย่างไร | จุดที่พบบ่อย |
|---|---|---|
| ความชื้นสะสมในเนื้อไม้ | ไม้ดูดความชื้นจากอากาศ หรือน้ำที่สัมผัสโดยตรง แล้วระบายออกไม่ทัน | ผนังไม้ด้านทิศที่ฝนสาด, ไม้ใต้ชายคาสั้น |
| ฟิล์มสีเดิมเสื่อมสภาพ | สีหมดอายุ แตก ลายงา หรือลอกร่อน จนน้ำซึมผ่านเข้าเนื้อไม้ได้ | งานไม้ภายนอกที่ไม่ได้ทาสีใหม่เกิน 3–5 ปี |
| ไม่ได้ทาน้ำยารักษาเนื้อไม้ก่อนทาสี | ทาสีทับไม้เปล่าโดยไม่รองพื้นกันรา ปลวก หรือแมลง | งานไม้ใหม่ที่เร่งงาน |
| ทาสีไม้ไม่ครบทุกรอบด้าน | ทาเฉพาะด้านที่มองเห็น เว้นด้านหลัง ซอกมุม และปลายตัดไม้ | ไม้ระแนง, ไม้ฝา, ประตู-หน้าต่างไม้ |
| การระบายอากาศไม่ดี | อากาศนิ่ง ความชื้นค้าง ไม่มีแดดส่องถึง | ใต้บันได, หลังตู้ไม่ชิดผนัง, ห้องน้ำ, ห้องเก็บของ |
ราดำ ราขาว และตะไคร่น้ำ ต่างกันอย่างไร
ราดำและราขาวคือ "เชื้อรา" ที่แทรกเข้าไปในเนื้อไม้ได้ ส่วนตะไคร่น้ำคือ "สาหร่ายสีเขียว" ที่เกาะอยู่บนผิวและต้องการแสงแดดร่วมด้วย การแยกให้ออกสำคัญ เพราะระดับความรุนแรงและวิธีแก้ต่างกัน
| ลักษณะ | รา / ราขาว (Mold) | ตะไคร่น้ำ (Algae) | ไม้ผุจากเชื้อรา (Wood Decay) |
|---|---|---|---|
| สีและลักษณะ | จุดดำ เทา ขาว หรือเขียวขี้ม้า เป็นกลุ่มฟู | คราบเขียว เขียวอมดำ ลื่นเมื่อเปียก | ไม้สีคล้ำ นิ่ม ยุบเมื่อกด หรือแตกเป็นก้อน |
| ต้องการแสง | ไม่ต้องการ ขึ้นในที่มืดอับได้ดี | ต้องการแสงแดด ร่วมกับความชื้น | ไม่ต้องการ |
| ความชื้นในไม้ที่ต้องการ | ประมาณ 16–19% ขึ้นไป | ผิวเปียกซ้ำ ๆ | มากกว่า 25–28% |
| กระทบโครงสร้างไม้ | ยังไม่กระทบกำลังรับน้ำหนัก (กระทบผิวและความสวยงาม) | ไม่กระทบโดยตรง แต่กักความชื้นไว้ | กระทบโดยตรง ไม้อ่อนตัวและผุพัง |
| ทำความสะอาดออกได้ไหม | ได้ ถ้ายังอยู่บนฟิล์มสี | ได้ | ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไม้ส่วนนั้น |
จุดสำคัญคือ เชื้อราผิวหน้ากินอาหารอยู่ที่ผิวไม้ ไม่ได้กินเส้นใยภายใน จึงยังไม่ลดกำลังรับน้ำหนักของไม้โครงสร้าง นั่นแปลว่าถ้าเจอตั้งแต่ระยะราผิวหน้า ยังทำความสะอาดและเก็บไม้ไว้ใช้ต่อได้ แต่ถ้าปล่อยจนเข้าสู่ระยะไม้ผุ ต้องเปลี่ยนไม้อย่างเดียว
เชื้อราบนไม้อยู่ในระดับไหน? ประเมิน 3 ระดับก่อนลงมือ
อย่าใช้วิธีเดียวกับทุกกรณี ให้ทดสอบง่ายๆ ก่อน คือใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดเบาๆ บริเวณนั้น แล้วดูว่าคราบหลุดไหม และใช้เหล็กแหลมหรือไขควงจิ้มเบา ๆ ดูว่าไม้ยังแน่นอยู่หรือไม่
| ระดับ | อาการที่เห็น | ทดสอบ | แนวทางแก้ |
|---|---|---|---|
| ระดับ 1 ราบนฟิล์มสี | จุดดำเล็ก คราบเขียวบาง เช็ดแล้วจางลง | เช็ดแล้วหลุด ไม้ยังแข็ง | ทำความสะอาด, คุมความชื้น |
| ระดับ 2 ราฝังในเนื้อไม้ | คราบฝังแน่น เช็ดไม่ออก สีซีดเป็นด่าง | เช็ดไม่ออก ไม้ยังแข็ง | ขัดเปิดหน้าไม้ ,น้ำยาฆ่าเชื้อรา และทาป้องกัน |
| ระดับ 3 ไม้ผุ | ไม้นิ่ม ยุบ กดแล้วบุ๋ม มีกลิ่นอับแรง | จิ้มแล้วทะลุหรือยุบ | เปลี่ยนไม้ส่วนนั้น แล้วป้องกันไม้ใหม่ |
หากพื้นที่ที่เกิดเชื้อรากว้างเกินประมาณ 1 ตารางเมตร หรือมีคนในบ้านเป็นหอบหืด ภูมิแพ้ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ควรพิจารณาให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าดำเนินการแทนการทำเอง
วิธีแก้เชื้อราบนไม้ ระดับ 1: ราบนฟิล์มสี
ถ้าเชื้อรายังอยู่บนผิวฟิล์มสี ให้เช็ดออกด้วยผ้าชุบน้ำบิดหมาด ห้ามใช้ผ้าแห้งเช็ดเด็ดขาด เพราะการเช็ดแห้งจะทำให้สปอร์ฟุ้งกระจายไปเกาะบริเวณอื่นและกลายเป็นปัญหาใหม่
- สวมอุปกรณ์ป้องกัน ถุงมือยาง แว่นตากันสะเก็ด และหน้ากาก N95
- ผสมน้ำยาทำความสะอาด น้ำส้มสายชูกลั่นผสมน้ำในอัตราส่วนเจือจาง หรือใช้น้ำผสมน้ำยาทำความสะอาดอ่อน ๆ
- เช็ดด้วยผ้าชุบบิดหมาด เช็ดเบามือทีละส่วน เปลี่ยนผ้าบ่อย ๆ อย่าเช็ดวนซ้ำที่เดิมด้วยผ้าสกปรก
- เช็ดตามด้วยผ้าสะอาด แล้วปล่อยให้แห้งสนิท เปิดพัดลมหรือเปิดหน้าต่างช่วยระบายอากาศ
- ตรวจซ้ำใน 2–4 สัปดาห์ ถ้ากลับมาอีก แปลว่าต้นเหตุความชื้นยังไม่ถูกแก้
ทำไมไม่แนะนำให้ราดน้ำยาฟอกขาวลงบนไม้
น้ำยาฟอกขาว (คลอรีน) ฟอกสีคราบดำให้จางลงได้ แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ราก เพราะส่วนที่เป็นน้ำ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของน้ำยาฟอกขาว จะซึมเข้าเนื้อไม้ ส่วนคลอรีนจะอยู่บนผิว ผลคือคราบดูจางลง แต่ความชื้นในไม้เพิ่มขึ้น และเชื้อรามักกลับมาแรงกว่าเดิม การกำจัดเชื้อราบนไม้ที่ได้ผลจริงจึงไม่ใช่การพยายามฆ่าสปอร์ให้หมดเกลี้ยง แต่คือ การควบคุมความชื้นให้ต่ำกว่าระดับที่เชื้อราเติบโตได้ ควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้ซึมลึกในเนื้อไม้โดยเฉพาะ
| วิธี | ได้ผลกับ | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| น้ำส้มสายชูกลั่นเจือจาง | ราบนฟิล์มสีระยะเริ่มต้น | ไม่ซึมลึกถึงเนื้อไม้ |
| น้ำยาฟอกขาว | ฟอกสีคราบให้จาง | เพิ่มความชื้นในไม้ ไม่แก้ต้นเหตุ และอาจทำสีไม้ด่าง |
| น้ำยาฆ่าเชื้อราสำหรับงานไม้โดยเฉพาะ | ราที่ฝังในเนื้อไม้ | ต้องขัดเปิดหน้าไม้ก่อน จึงได้ผลเต็มที่ |
วิธีแก้เชื้อราบนไม้ ระดับ 2: ราฝังลึกในเนื้อไม้ (6 ขั้นตอน)
หากคราบฝังแน่นจนเช็ดไม่ออก แปลว่าเชื้อราลุกลามเข้าเนื้อไม้แล้ว ต้องขัดเปิดหน้าไม้และใช้ระบบผลิตภัณฑ์ครบขั้นตอน การทาสีทับโดยไม่กำจัดเชื้อราก่อน จะทำให้เชื้อราดันฟิล์มสีใหม่ให้พองและลอกภายในไม่กี่เดือน
- ขั้นตอนที่ 1 เตรียมความปลอดภัยและหยุดต้นเหตุน้ำ
หาให้เจอก่อนว่าน้ำมาจากไหน เช่น ท่อรั่ว หลังคารั่ว ฝนสาด น้ำขังที่พื้น หรือแอร์หยด ถ้าไม่หยุดน้ำก่อน ขั้นตอนที่เหลือทั้งหมดจะเป็นการซื้อเวลาเท่านั้น จากนั้นสวมถุงมือ แว่นตา และหน้ากากปิดจมูก - ขั้นตอนที่ 2 ขัดเปิดหน้าไม้
ขัดฟิล์มสีเดิมและชั้นผิวไม้ที่มีร่องรอยเชื้อราออกจนถึงเนื้อไม้สะอาด ระหว่างขัดควรพรมน้ำบางๆ เพื่อลดการฟุ้งของสปอร์และฝุ่นไม้ ใช้กระดาษทรายเบอร์หยาบก่อนแล้วไล่ไปเบอร์ละเอียด - ขั้นตอนที่ 3 ทำความสะอาดและรอให้แห้งสนิท
ปัดหรือดูดฝุ่นผงออกให้หมด แล้วปล่อยให้พื้นผิวแห้งสนิท อย่าเร่งขั้นตอนนี้ ถ้าไม้ยังชื้นแล้วเคลือบทับ เท่ากับขังความชื้นไว้ใต้ฟิล์มสี ในหน้าฝนของไทยอาจต้องรอนานกว่าปกติ หรือใช้พัดลมช่วยเป่า - ขั้นตอนที่ 4 กำจัดเชื้อราที่หลงเหลือ
ทา น้ำยาฆ่าเชื้อราเบเยอร์ โมลด์ฟรี ให้ชุ่มทั่วบริเวณ ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งอย่างน้อย 3 ชั่วโมง โดยไม่ต้องล้างออก ขั้นตอนนี้จัดการสปอร์ที่ยังหลบอยู่ในเส้นใยไม้ ซึ่งการขัดเพียงอย่างเดียวเอาออกไม่หมด - ขั้นตอนที่ 5 ทาผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกและเชื้อรา ครบ 6 ด้าน
ทา ผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกและเชื้อรา เบเยอร์ไดร้ท์ จำนวน 2 เที่ยว เว้นระยะ 1–2 ชั่วโมงต่อเที่ยว และต้องทาให้ครบทั้ง 6 ด้านของไม้ รวมถึงด้านหลัง ซอกมุม และปลายตัดไม้ -
ขั้นตอนที่ 6 ทาสีหรือเคลือบทับเพื่อปิดผนึก
หลังป้องกันแล้ว ให้ทาสีย้อมไม้หรือยูรีเทนทับเพื่อสร้างฟิล์มกันน้ำชั้นนอก ฟิล์มสีคือปราการด่านแรก ส่วนน้ำยาป้องกันคือด่านสุดท้าย ต้องมีทั้งคู่จึงจะป้องกันได้ครบ
สำหรับไม้เนื้ออ่อนหรืองานไม้ที่ต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ สามารถเสริมชั้นรองพื้นรักษาเนื้อไม้ได้ด้วย:
- Beger Wood Preservative B-6900
- BegerDrite Wood Preservative Water Base (ชนิดสูตรน้ำ)
- BegerDrite Wood Preservative (ชนิดสูตรน้ำมัน)
อ่านเพิ่มเติม: แก้ปัญหาเชื้อราและตะไคร่น้ำฝังลึก ด้วยน้ำยากำจัดเชื้อราที่ซึมลึก
วิธีป้องกันตะไคร่น้ำบนผนังไม้ไม่ให้กลับมาซ้ำ
การป้องกันเชื้อราบนไม้ระยะยาว คือการทำให้ความชื้นในเนื้อไม้อยู่ต่ำกว่า 16% อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำได้ผ่าน 3 แนวทางคู่ขนาน คือ ควบคุมน้ำ ควบคุมอากาศ และควบคุมฟิล์มป้องกัน
ควบคุมน้ำและความชื้น
- ทำให้ไม้ที่เปียกแห้งภายใน 24–48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่เชื้อราจะเริ่มเติบโต
- คุมความชื้นสัมพัทธ์ในบ้านให้ต่ำกว่า 60% ใช้ไฮโกรมิเตอร์ราคาไม่แพงวัดได้ หากเกินให้เปิดแอร์โหมด Dry หรือใช้เครื่องลดความชื้น
- แก้จุดรั่วซึม หลังคา รางน้ำ ท่อน้ำ รอยต่อผนัง และท่อน้ำทิ้งแอร์
- ปรับพื้นให้ลาดออกจากตัวบ้าน ไม่ให้น้ำขังชิดฐานไม้หรือเสาไม้
- ยกงานไม้ให้พ้นพื้น อย่าให้ไม้สัมผัสดินหรือพื้นคอนกรีตที่ชื้นโดยตรง
ควบคุมการระบายอากาศและแสง
- เว้นช่องว่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์ไม้กับผนังอย่างน้อย 5–10 ซม. เพื่อให้อากาศไหลผ่านด้านหลังได้
- ตัดแต่งกิ่งไม้ที่บังแดดผนังไม้ ผนังที่ไม่เคยได้รับแดดจะแห้งช้ากว่าเสมอ
- ย้ายกระถางต้นไม้ออกจากผนังไม้ การรดน้ำทุกวันคือการเติมความชื้นให้ผนังทุกวัน
- ติดพัดลมระบายอากาศในห้องน้ำและห้องครัว และเปิดต่ออีก 15–20 นาทีหลังใช้งาน
อ่านเพิ่มเติม: กำแพงบ้านมีเชื้อรา-ตะไคร่น้ำ เพราะปลูกต้นไม้ติดกำแพง?
ควบคุมฟิล์มป้องกัน
- ตรวจสภาพฟิล์มสีงานไม้ภายนอกทุก 6 เดือน โดยเฉพาะก่อนและหลังฤดูฝน
- ทาสีใหม่เมื่อเริ่มเห็นฟิล์มด้าน แตกลายงา หรือน้ำไม่เกาะเป็นหยดแล้ว อย่ารอจนลอกร่อน
- ทาน้ำยาป้องกันปลวกและเชื้อราก่อนติดตั้งไม้ใหม่เสมอ เพราะเมื่อติดตั้งแล้วจะทาด้านหลังไม่ได้อีกเลย
ตารางบำรุงรักษางานไม้รายปี
| ความถี่ | สิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|
| ทุกเดือน | สังเกตจุดดำ คราบเขียว กลิ่นอับ โดยเฉพาะซอกมุมและหลังเฟอร์นิเจอร์ |
| ทุก 3–6 เดือน | ล้างตะไคร่น้ำบนผนังไม้ภายนอก ตรวจรางน้ำและจุดรั่วซึม |
| ก่อนเข้าฤดูฝน (เม.ย.–พ.ค.) | ตรวจฟิล์มสี ซ่อมรอยแตก และเก็บงานรอยต่อให้เรียบร้อย |
| หลังฤดูฝน (พ.ย.) | ตรวจไม้ที่โดนฝนสาด วัดความชื้น และทาซ่อมเฉพาะจุด |
| ทุก 3–5 ปี | ทาสีหรือเคลือบไม้ภายนอกใหม่ทั้งระบบ |
จุดเสี่ยงในบ้านที่เชื้อราบนไม้ชอบขึ้นมากที่สุด
เชื้อราบนไม้ไม่ได้เกิดเฉพาะงานไม้ภายนอก พื้นที่ภายในบ้านที่มีความชื้นสะสมก็เสี่ยงไม่แพ้กัน
| ตำแหน่ง | สาเหตุเฉพาะจุด | วิธีจัดการ |
|---|---|---|
| วงกบ / ประตูไม้ห้องน้ำ | ไอน้ำจากการอาบน้ำ และการระบายอากาศไม่พอ | เปิดพัดลมดูดอากาศ 15–20 นาทีหลังใช้ + เคลือบยูรีเทนกันน้ำ |
| ตู้ไม้ชิดผนัง | อากาศไม่ไหลเวียนด้านหลัง | ดึงตู้ห่างผนัง 5–10 ซม. + ใส่สารดูดความชื้น |
| พื้นไม้ใกล้ประตูภายนอก | น้ำฝนสาดเข้า และน้ำจากรองเท้า | ใช้พรมเช็ดเท้าซับน้ำ + เช็ดให้แห้งทันที |
| ไม้ระแนงตกแต่งภายนอก | ปลายตัดไม้ไม่ได้ทาปิด | ทาน้ำยาป้องกันที่ปลายตัดทุกครั้งหลังตัด |
| ไม้ฝา / ผนังไม้ทิศที่ฝนสาด | รับน้ำโดยตรง และชายคาสั้น | ทาสีระบบครบชั้น + ตรวจสภาพทุกปี |
| โครงหลังคาไม้ / ฝ้าไม้ | น้ำรั่วซึมจากหลังคา ซึ่งอาจตรวจไม่เห็นจากภายใน | ตรวจใต้ฝ้าหลังฝนตกหนัก |
| เฟอร์นิเจอร์ไม้ในห้องแอร์ | ความชื้นควบแน่นเมื่อปิดแอร์ | เปิดระบายอากาศเป็นระยะ |
เชื้อราบนไม้อันตรายต่อสุขภาพแค่ไหน
เชื้อราบนไม้ส่งผลเสียสองทาง คือทำลายเนื้อไม้ และปล่อยสปอร์ที่ฟุ้งกระจายในอากาศภายในบ้าน ตามแนวทางคุณภาพอากาศภายในอาคารขององค์การอนามัยโลก (WHO) ผู้ที่อาศัยในอาคารที่มีความชื้นสะสมหรือเชื้อรา มีความเสี่ยงต่ออาการทางระบบหายใจและโรคหอบหืดสูงกว่าผู้ที่อยู่ในอาคารปกติได้ถึงประมาณ 75% และเด็กเป็นกลุ่มที่ไวต่อผลกระทบมากที่สุด
อ้างอิง: WHO Guidelines for Indoor Air Quality: Dampness and Mould -องค์การอนามัยโลก
อาการที่พบได้บ่อยเมื่ออยู่ในบ้านที่มีเชื้อราสะสม:
- ไอเรื้อรัง จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในห้องนั้นนาน ๆ แล้วดีขึ้นเมื่อออกจากบ้าน
- หายใจมีเสียงหวีด หรืออาการหอบหืดกำเริบบ่อยกว่าปกติ
- ผื่นคัน ระคายเคืองผิวหนังและดวงตา
- เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิแพ้หรือภูมิคุ้มกันต่ำ มีความไวต่อผลกระทบมากเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ กลิ่นอับที่ได้กลิ่นชัดในห้องที่ปิดทิ้งไว้ มักเป็นสัญญาณของเชื้อราที่ซ่อนอยู่ในจุดที่มองไม่เห็น เช่น หลังตู้ไม้ ใต้พื้นไม้ หรือในโครงฝ้า ควรตรวจหาต้นเหตุความชื้นทันทีแทนการใช้สเปรย์ดับกลิ่นกลบไว้
ข้อควรระวัง: หากมีคนในบ้านมีอาการไอเรื้อรัง ผื่นคัน หรือหอบหืดกำเริบผิดปกติร่วมกับพบเชื้อราในบ้าน ควรปรึกษาแพทย์ควบคู่ไปกับการแก้ไขความชื้นในอาคาร
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเชื้อราตะไคร่น้ำบนไม้
Q1 : เชื้อราบนไม้เกิดจากอะไร?
A1 : เชื้อราบนไม้เกิดจากความชื้นในเนื้อไม้ที่สูงเกินประมาณ 19% ต่อเนื่องราว 1 สัปดาห์ ร่วมกับสปอร์เชื้อราที่มีอยู่ในอากาศตามธรรมชาติและเซลลูโลสในเนื้อไม้ซึ่งเป็นอาหาร ต้นเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือฟิล์มสีเสื่อมสภาพ น้ำรั่วซึม การระบายอากาศไม่ดี และการทาไม้ไม่ครบทุกด้าน
Q2 : เชื้อราบนไม้อันตรายหรือไม่?
A2 : อันตรายทั้งต่อไม้และต่อสุขภาพ ในด้านโครงสร้าง หากปล่อยจนความชื้นเกิน 28% เชื้อราชนิดทำลายเนื้อไม้จะเริ่มย่อยสลายไม้จนผุพัง ในด้านสุขภาพ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าผู้อาศัยในอาคารที่มีความชื้นหรือเชื้อรา มีความเสี่ยงต่ออาการทางระบบหายใจและหอบหืดสูงขึ้นได้ถึงราว 75% โดยเด็กเล็กและผู้สูงอายุมีความไวเป็นพิเศษ
Q3 : น้ำส้มสายชูฆ่าเชื้อราบนไม้ได้จริงหรือไม่?
A3 : น้ำส้มสายชูกลั่นช่วยยับยั้งเชื้อราที่อยู่บนผิวฟิล์มสีในระยะเริ่มต้นได้ แต่ไม่สามารถกำจัดเชื้อราที่ฝังลึกในเนื้อไม้ได้ หากคราบฝังแน่นจนเช็ดไม่ออก ต้องขัดเปิดหน้าไม้แล้วใช้น้ำยาฆ่าเชื้อราสำหรับงานไม้โดยเฉพาะ เช่น เบเยอร์ โมลด์ฟรี จึงจะได้ผล
Q4 : ใช้น้ำยาฟอกขาว (คลอรีน) กำจัดเชื้อราบนไม้ได้ไหม?
A4 : ไม่แนะนำ เพราะน้ำยาฟอกขาวมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งจะซึมเข้าเนื้อไม้และเพิ่มความชื้น ขณะที่คลอรีนอยู่แค่ผิวหน้า ผลคือคราบดำจางลงแต่เชื้อรามักกลับมาแรงกว่าเดิม และอาจทำให้สีไม้ด่างอีกด้วย
Q5 : ทำไมเชื้อราถึงกลับมาอีก ทั้งที่เคยเช็ดออกแล้ว?
A5 : เพราะแก้เฉพาะผิวหน้าโดยไม่ได้หยุดต้นเหตุความชื้นและไม่ได้ป้องกันถึงชั้นเนื้อไม้ วิธีที่ได้ผลถาวรต้องครบ 4 ขั้น คือ หยุดแหล่งน้ำ ขัดเปิดหน้าไม้ ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา และทาผลิตภัณฑ์ป้องกันปลวกและเชื้อราให้ครบทั้ง 6 ด้าน
