TH | EN

7 ข้อควรรู้ วิธีเลือกสีทาภายในเกรดอัลตราพรีเมียม เพื่อบ้านสวยและปลอดภัย

7 ข้อควรรู้ วิธีเลือกสีทาภายในเกรดอัลตราพรีเมียม เพื่อบ้านสวยและปลอดภัย

วิธีเลือกสีทาภายในที่ดี ไม่ควรดูแค่เฉดสีที่สวยถูกใจ แต่ควรพิจารณาจาก 7 ข้อควรรู้ ได้แก่ ความปลอดภัยต่อสุขภาพ กลิ่นของสี ความสามารถในการเช็ดล้าง ความทนทาน คุณสมบัติฟอกอากาศ ราคาและความคุ้มค่า และความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งสีที่ตอบครบทุกข้อมักเป็นสีทาภายในเกรดอัลตราพรีเมียม (Ultra Premium Grade) เกรดคุณภาพสูงสุดของตลาด เพราะผนังภายในคือพื้นผิวที่ทุกคนในบ้านสัมผัสและหายใจร่วมกับมันทุกวัน สีทาภายในที่ดีจึงต้องดูแลทั้งความงามและสุขภาพของผู้อยู่อาศัยไปพร้อมกัน

ทำไมสีทาภายในจึงเกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนในบ้าน

สีทาภายในส่งผลต่อสุขภาพผ่าน 2 ทาง คือ สารระเหยในอากาศ และเชื้อโรคที่สะสมบนผนัง หลายคนคิดว่าสีมีหน้าที่เพียงเพิ่มความสวยงาม แต่ความจริงแล้วสีทั่วไปบางชนิดปล่อยสารระเหยอินทรีย์ (VOCs) เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ ระคายเคืองทางเดินหายใจ และโรคหอบหืด ขณะเดียวกันผนังบ้านยังเป็นจุดที่เชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราสะสมได้โดยที่เรามองไม่เห็น

ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานอาคารระดับสากลอย่าง LEED v4.1 และ WELL Building Standard v2 จึงกำหนดเรื่องการปล่อยสาร VOCs ของวัสดุภายในอาคารไว้อย่างเข้มงวด (อ้างอิง: U.S. Green Building Council และ International WELL Building Institute) การเลือกสีทาภายในเพื่อสุขภาพจึงไม่ใช่เรื่องของความรู้สึก แต่เป็นเรื่องที่มีมาตรฐานสากลรองรับและตรวจสอบได้ ทำความเข้าใจเพิ่มเติมได้ที่สาร VOCs คืออะไร รู้จักสารระเหยในสีทาบ้านและผลกระทบต่อสุขภาพ

สีทาภายในเกรดอัลตราพรีเมียมคืออะไร ต่างจากเกรดอื่นอย่างไร

สีทาภายในในตลาดแบ่งระดับคุณภาพออกเป็น 4 เกรดหลัก คือ อีโคโนมี่ (Economy), คุณภาพมาตรฐาน (Standard), พรีเมียม (Premium) และอัลตราพรีเมียม (Ultra Premium) ซึ่งเป็นเกรดคุณภาพสูงสุด ความแตกต่างหลักอยู่ที่คุณภาพและปริมาณของเรซิ่นกับเนื้อสี ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออายุฟิล์มสี ความทนต่อการเช็ดล้างขัดถู และคุณสมบัติพิเศษที่เพิ่มเข้ามา

จุดที่ทำให้เกรดอัลตราพรีเมียมต่างจากเกรดต่ำกว่าอย่างชัดเจน คือเป็นเกรดเดียวที่มักรวมคุณสมบัติด้านสุขภาพและนวัตกรรมไว้ครบในกระป๋องเดียว ทั้ง Low VOCs กลิ่นอ่อน ฟอกอากาศ ยับยั้งเชื้อโรค และความทนทานระดับ 15 ปีขึ้นไป ขณะที่เกรดอีโคโนมี่และมาตรฐานเน้นราคาประหยัดเป็นหลัก จึงเหมาะกับงานที่ไม่เน้นอายุการใช้งานยาว เช่น งานเช่าระยะสั้น ส่วนบ้านพักอาศัยที่อยู่จริงระยะยาว เกรดอัลตราพรีเมียมคือระดับที่ให้ต้นทุนต่อปีต่ำที่สุดเมื่อคิดตลอดอายุการใช้งาน โดย BegerShield AirFresh Gold Ion จัดอยู่ในสีน้ำเกรดอัลตราพรีเมียม (Ultra Premium Grade) ตามการจัดระดับของเบเยอร์

สีทาภายในเกรดอัลตราพรีเมียมคืออะไร ต่างจากเกรดอื่นอย่างไร


วิธีเลือกสีทาภายใน 7 ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ

ข้อควรรู้ทั้ง 7 ข้อต่อไปนี้ เรียงตามสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญ ใช้เป็นเช็กลิสต์ง่ายๆ ก่อนตัดสินใจซื้อได้ทันที

1. ความปลอดภัยและสุขภาพ ดูใบรับรอง ไม่ใช่แค่คำโฆษณา

สีทาภายในที่ปลอดภัยต้องพิสูจน์ได้ด้วยผลทดสอบจากสถาบันอิสระ ไม่ใช่เพียงข้อความบนฉลาก จุดที่ควรตรวจสอบคือ

  1. ปราศจากสารปรอทและตะกั่ว
  2. ผ่านการรับรอง Low VOCs ตามมาตรฐาน California Department of Public Health (CDPH) สหรัฐอเมริกา
  3. ผ่านการทดสอบไม่ก่อการระคายเคืองต่อผิวหนัง (Dermatologically Tested)
  4. หากต้องการคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโรค ให้ดูผลทดสอบระบุชื่อเชื้อ เปอร์เซ็นต์การยับยั้ง และชื่อสถาบันที่ทดสอบอย่างชัดเจน

ตัวอย่างที่ตรวจสอบได้จริง: สี BegerShield AirFresh Gold Ion ผ่านการทดสอบยับยั้งไวรัสโควิด-19 (SARS-CoV-2) ได้ 99.98% จากสถาบัน BIOSCIENCE LABORATORIES, LLC ประเทศสหรัฐอเมริกา ยับยั้งฮิวแมนโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ NL63 ได้ 99% จากสถาบัน Virology ประเทศอังกฤษ ยับยั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 และไวรัสโรคมือเท้าปาก (HFMD) โดยสถาบัน Airmid ประเทศไอร์แลนด์ และฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 99.99% จากผลทดสอบของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ่านเพิ่มเติมว่าสารระเหยจากสีทั่วไปกระทบสุขภาพอย่างไรโดยที่เราไม่รู้ตัว

2. กลิ่นอ่อน ตัวชี้วัดปริมาณสารระเหยที่ง่ายที่สุด

สีที่กลิ่นฉุนแรงมักสัมพันธ์กับปริมาณสารระเหยที่สูง ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้เป็นภูมิแพ้ ควรเลือกสีทาภายในกลิ่นไม่ฉุนสูตรน้ำที่ระบุว่า Low Odour และมีค่าฟอร์มัลดีไฮด์ต่ำ ข้อดีเชิงปฏิบัติคือได้ "สีทาบ้านที่เข้าอยู่ได้เลย" ไม่ต้องย้ายออกจากบ้านหลายวันระหว่างทาสี — สีกลิ่นอ่อนรุ่นใหม่อย่าง BegerShield AirFresh Gold Ion สามารถเข้าอยู่ในห้องได้ภายใน 5 นาทีหลังฟิล์มสีแห้งสนิท เทรนด์นี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเหตุผลหลักที่คนสร้างบ้านยุคใหม่เลือกสี Low VOCs แทนสีทั่วไป

3. การเช็ดล้าง ผนังสวยได้นานแค่ไหน วัดที่ "รอบการขัดถู"

มาตรวัดความสามารถในการเช็ดล้างของสีทาภายในคือจำนวนรอบการขัดถู (scrub cycles) ที่ฟิล์มสีทนได้โดยไม่หลุดล่อน สีทาภายในทั่วไปเช็ดคราบสกปรกออกยากและฟิล์มสีถลอกง่าย ขณะที่สีเกรดอัลตราพรีเมียมทนการขัดถูได้มากกว่า 450,000 รอบ (ผลทดสอบโดยห้องปฏิบัติการเบเยอร์ มีนาคม 2564) บ้านที่มีเด็กวาดรูปบนผนังหรือมีสัตว์เลี้ยง เกณฑ์ข้อนี้ช่วยประหยัดค่าทาสีซ่อมได้มาก

4. ความทนทาน อายุฟิล์มสียิ่งยาว ต้นทุนต่อปียิ่งต่ำ

สีทาภายในเกรดอัลตราพรีเมียมที่ดีควรมีอายุการใช้งาน 15 ปีขึ้นไป ความทนทานของฟิล์มสีขึ้นอยู่กับคุณภาพของเรซิ่นและเนื้อสี ซึ่งสะท้อนในราคาต่อถัง แต่การมองที่ "อายุการใช้งาน" แทน "ราคาหน้าถัง" จะเห็นภาพความคุ้มค่าที่แท้จริง (ดูตารางเปรียบเทียบด้านล่าง)

5. การฟอกอากาศ คุณสมบัติใหม่ที่ผนังทำงานแทนเครื่องฟอก

สีทาภายในบางรุ่นสามารถฟอกอากาศได้ตลอด 24 ชั่วโมงด้วยหลักการโฟโตแคตาลิสต์ (Photocatalyst) คือคุณสมบัติของไทเทเนียมไดออกไซด์ในฟิล์มสีที่ทำปฏิกิริยากับพลังงานแสง ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์หรือแสงจากหลอดไฟ แล้วสลายมลพิษและสารระเหยอันตรายในอากาศ เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ที่ระเหยจากเฟอร์นิเจอร์ คุณสมบัตินี้ทดสอบได้ตามมาตรฐาน JC/T 1074-2008 (Purificatory performance test method of coatings on air purification) ช่วยยกระดับคุณภาพอากาศภายในบ้าน (Indoor Air Quality) ในยุคที่ฝุ่น PM 2.5 ทำให้เราต้องปิดบ้านอยู่กันมากขึ้น

6. ราคาและความคุ้มค่า คำนวณจากพื้นที่ อายุใช้งาน และสิ่งที่ไม่ต้องซื้อเพิ่ม

ความคุ้มค่าของสีทาภายในต้องคำนวณจาก 3 ตัวแปร: อัตราการปกคลุมพื้นที่ อายุการใช้งาน และคุณสมบัติเสริมที่ทดแทนค่าใช้จ่ายอื่น สีเกรดอัลตราพรีเมียมมีอัตราปกคลุมประมาณ 31–38 ตร.ม. ต่อแกลลอนต่อเที่ยว หากอายุใช้งานยาว 15 ปี เทียบกับสีถูกที่ต้องทาใหม่ทุก 4–5 ปี ต้นทุนรวมตลอดอายุ (รวมค่าช่าง) มักถูกกว่า และคุณสมบัติฟอกอากาศ-ยับยั้งเชื้อโรคยังเป็นมูลค่าที่ไม่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นอุปกรณ์แยก

7. ความสะดวกในการใช้งาน ระบบสีครบวงจร ทาไว แห้งเร็ว

สีทาภายในที่ใช้งานสะดวกควรทาได้ทั้งแปรง ลูกกลิ้ง และเครื่องพ่น ผสมน้ำสะอาดเพียง 5–10% แห้งสัมผัสภายใน 30 นาที และทาทับเที่ยวถัดไปได้ใน 2–4 ชั่วโมง ทำให้ทาห้องหนึ่งจบได้ในวันเดียว ระบบสีที่ดีควรมีสีรองพื้นและสีทับหน้าในระบบเดียวกัน (เช่น รองพื้นปูน 1 เที่ยว และสีทับหน้า 2–3 เที่ยว) เพื่อการยึดเกาะและอายุฟิล์มสีตามที่ผู้ผลิตรับประกัน

เทคโนโลยี Gold Ion คืออะไร ยับยั้งไวรัสบนผนังได้อย่างไร

โกลด์ ไอออน (Gold Ion) คืออนุภาครูปทรงกลมของแร่ทองคำบริสุทธิ์ ขนาดเล็กระดับ 20 นาโนเมตร ซึ่งเล็กกว่าขนาดของเชื้อไวรัสถึง 4 เท่า พัฒนาเพื่อใช้ในสีทาภายในเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยโดยเบเยอร์ กลไกการทำงานแบ่งเป็น 3 ขั้น เจาะ ผ่านผนังเซลล์และชั้นไขมันของเชื้อไวรัส ทำลาย สารพันธุกรรม (RNA) ที่แกนกลางของไวรัส และ สลาย ทำให้ไวรัสอ่อนแอและตายในที่สุด

จุดที่ทำให้ Gold Ion ต่างจากเทคโนโลยีกำจัดเชื้อโรคแบบเดิม คืออนุภาคแร่ทองคำมีความเสถียรสูงกว่าประจุแร่เงิน (Silver Ion) และแร่ทองแดง (Copper Ion) ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า จึงคงประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อได้ตลอดอายุฟิล์มสี ครอบคลุมทั้งไวรัสแบบมีเปลือกหุ้ม (SARS-CoV-2, NL63, H1N1) ไวรัสแบบไม่มีเปลือกหุ้ม (HFMD โรคมือเท้าปาก) และแบคทีเรียก่อโรค เช่น E. coli, S. aureus, P. aeruginosa และ K. pneumoniae อ่านรายละเอียดเชิงลึกและดูใบรับรองทั้งหมดได้ที่ เทคโนโลยีโกลด์ ไอออน

เทคโนโลยี Gold Ion ในสีทาภายใน ยับยั้งไวรัสด้วยอนุภาคทองคำนาโน

 

เทียบสีทาภายในทั่วไป vs สีทาภายในเพื่อสุขภาพ ตาม 7 ข้อควรรู้

เกณฑ์การเลือกซื้อ สีทาภายในทั่วไป สีทาภายในเพื่อสุขภาพ BegerShield AirFresh Gold Ion
ความปลอดภัยและสุขภาพ ไม่มีผลทดสอบยับยั้งเชื้อโรค ยับยั้ง SARS-CoV-2 ได้ 99.98% (BIOSCIENCE, USA) แบคทีเรีย 99.99% (จุฬาฯ)
กลิ่น กลิ่นฉุน ต้องระบายอากาศหลายวัน กลิ่นอ่อน Low VOCs เข้าอยู่ได้ใน 5 นาทีหลังฟิล์มสีแห้ง
การเช็ดล้าง เช็ดคราบยาก ฟิล์มสีหลุดล่อน ทนขัดถูมากกว่า 450,000 รอบ ฟิล์มสีไม่หลุดล่อน
ความทนทาน ทาใหม่ทุก 4–5 ปี อายุใช้งานมากกว่า 15 ปี
การฟอกอากาศ

ไม่มี

ฟอกอากาศ 24 ชม. ด้วย Photocatalyst ลดฟอร์มัลดีไฮด์
ราคาและความคุ้มค่า

ถูกกว่าต่อถัง แต่ต้องทาบ่อย

แพงกว่าต่อถัง แต่ต้นทุนรวมตลอดอายุต่ำกว่า
ความสะดวกในการใช้งาน ขึ้นกับรุ่น แห้งสัมผัส 30 นาที ทาทับได้ใน 2–4 ชม. ครอบคลุม 31–38 ตร.ม./แกลลอน/เที่ยว

แหล่งอ้างอิง: theAsianparent Awards 2023 (ผลรางวัล Best Interior Paint)

BegerShield AirFresh Gold Ion เหมาะกับใคร

สีทาภายในกลุ่มนี้เหมาะที่สุดกับบ้านที่มีสมาชิกกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืด และบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นของสีทาห้องนอนเด็กและห้องผู้สูงอายุ รวมถึงสถานที่ที่ต้องการสุขอนามัยสูง เช่น โรงพยาบาล คลินิก สถานเลี้ยงเด็ก โรงเรียน ร้านอาหาร และโรงแรม โดยมีการใช้งานจริงแล้ว เช่น ที่โรงพยาบาลวิภาวดี ซึ่งทดสอบเปรียบเทียบปริมาณเชื้อบนผนัง (Swab Test วัดค่า RLU) ระหว่างผนังสีทั่วไปกับผนังที่ทาสีนี้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 พบว่าผนังที่ทา BegerShield AirFresh Gold Ion มีค่าเชื้อสะสมต่ำกว่าอย่างชัดเจน

เมื่อเลือกคุณภาพสีได้แล้ว ขั้นถัดไปคือการเลือกเฉดและเทคนิคการทาให้เหมาะกับห้อง เช่น เทคนิคทาสีเปลี่ยนห้องแคบให้ดูกว้างขึ้น หรือหากให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษดูคู่มือเลือกสีรักษ์โลกให้เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทยประกอบได้

 

คำถามที่พบบ่อย เลือกสีทาภายใน (FAQ)

Q1: วิธีเลือกสีทาภายในสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็ก ต้องดูอะไรเป็นอันดับแรก?

A1: ดูใบรับรอง Low VOCs ตามมาตรฐาน CDPH เป็นอันดับแรก เพราะสารระเหยคือสิ่งเร้าโรคภูมิแพ้และหอบหืดในเด็ก จากนั้นดูคุณสมบัติกลิ่นอ่อน การยับยั้งเชื้อโรค และผลทดสอบไม่ระคายเคืองผิวหนัง (Dermatologically Tested)

Q2: สีทาภายในยับยั้งไวรัสได้จริงหรือ?

A2: ได้จริงเมื่อมีผลทดสอบจากสถาบันอิสระรองรับ เช่น เทคโนโลยี Gold Ion ใน BegerShield AirFresh Gold Ion ผ่านการทดสอบยับยั้งไวรัส SARS-CoV-2 ได้ 99.98% จากสถาบัน BIOSCIENCE LABORATORIES สหรัฐอเมริกา และยับยั้งแบคทีเรียได้ 99.99% จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Q3: Gold Ion ต่างจาก Silver Ion อย่างไร?

A3: Gold Ion คืออนุภาคแร่ทองคำบริสุทธิ์ขนาด 20 นาโนเมตร ซึ่งเสถียรกว่าประจุแร่เงิน (Silver Ion) ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า จึงคงประสิทธิภาพยับยั้งเชื้อโรคได้ตลอดอายุฟิล์มสี และเป็นเทคโนโลยีเฉพาะในสีทาภายในของเบเยอร์รายแรกและรายเดียวในไทย

Q4: ทาสีเสร็จแล้วต้องรอกี่วันถึงเข้าอยู่ได้?

A4: สีทาภายในกลิ่นอ่อนสูตร Low VOCs อย่าง BegerShield AirFresh Gold Ion เข้าอยู่ได้ภายใน 5 นาทีหลังฟิล์มสีแห้งสนิท ต่างจากสีทั่วไปที่มักต้องเปิดระบายอากาศหลายวันเพื่อไล่กลิ่นฉุน

Q5: สีทาภายในเกรดพรีเมียมแพงกว่า คุ้มจริงไหม?

A5: คุ้มเมื่อคิดต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน สีเกรดอัลตราพรีเมียมอายุใช้งานมากกว่า 15 ปี และทนการเช็ดล้างกว่า 450,000 รอบ ขณะที่สีราคาถูกมักต้องทาใหม่ทุก 4–5 ปี ซึ่งมีทั้งค่าสีและค่าช่างซ้ำหลายรอบ

Q6: ห้องไหนควรใช้สีทาภายในยับยั้งเชื้อโรคมากที่สุด?

A6: ห้องนอนเด็ก ห้องผู้สูงอายุ ห้องครัว และห้องนั่งเล่นที่คนใช้เวลาร่วมกันมาก รวมถึงพื้นที่สาธารณะอย่างสถานเลี้ยงเด็ก โรงเรียน คลินิก และร้านอาหาร

บทสรุป

การเลือกสีทาภายในที่ดีเริ่มจากการดูข้อควรรู้ที่วัดผลได้ทั้ง 7 ข้อ ความปลอดภัยและสุขภาพ กลิ่นอ่อน การเช็ดล้าง ความทนทาน การฟอกอากาศ ความคุ้มค่า และความสะดวกในการใช้งาน แทนการดูเพียงเฉดสีหรือราคาหน้าถัง สีที่มีใบรับรองจากสถาบันระดับโลกและเทคโนโลยีที่พิสูจน์ได้อย่าง Gold Ion คือหลักประกันว่าบ้านของคุณจะทั้งสวยและปลอดภัยต่อทุกคนในครอบครัวไปอีกนานกว่า 15 ปี 

SHARE :
Please select the search topic and type related keywords